สองสามเดือนก่อน มี "เพื่อน" ใน LINE ท่านหนึ่งทักผมมาว่า
“สวัสดีครับ พอจะให้ช่วยออก quotation เพื่อเป็นคู่เทียบให้หน่อย สะดวกมั้ยครับ”
เพื่อนในไลน์ท่านนี้ทำงานในแวดวง IT Security เคยโทรคุยกันทางไลน์ครั้งเดียว สาเหตุเพราะเขาเปิดบริษัทแต่ไม่ค่อยมีงาน รุ่นพี่ของผมก็เลยแนะนำให้เขาโทรมาหา ซึ่งผมก็ได้ให้คำปรึกษาไปตามสมควร
ผมไม่คิดว่าเพียงทักทายกันมาในครั้งที่ 2 เขาจะมาชวนผมเข้าไปร่วมประมูลงานในฐานะ “คู่เทียบ” ก็แอบตกใจนิดนึงว่าเรื่องแบบนี้เขาสามารถชักชวนคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ เหมือนเป็นเรื่องปกติเลยงั้นเหรอ
หลังจากอ่านข้อความ ผมก็เลือกที่จะไม่ตอบอะไร เขาโทรมาหาผมอีก 2 - 3 ครั้ง ผมก็ไม่รับสาย เพราะรู้สึกว่าเปล่าประโยชน์ที่จะคุยอะไรกันต่อ
ที่จริงผมเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จนเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน เพื่อนเก่าคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัท Software ระดับโลก และมีหน้าที่ดูแลลูกค้า “ภาครัฐ” โทรมาถามผมว่าบริษัทผมรับงานอะไรบ้าง ก่อนจะชักชวนให้ผมไปคุยกับลูกค้ารัฐวิสาหกิจรายหนึ่ง เพื่อเสนองาน “ที่ปรึกษา” ของโครงการด้าน Data Governance
คุยไปคุยมา ก็ทราบเพิ่มเติมว่า ลูกค้ารายนี้สนใจจะซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เพื่อนคนนี้ทำงานอยู่ แต่ลูกค้าไม่มีความรู้เพียงพอ จึงอยากได้ที่ปรึกษาที่พอจะช่วยแนะนำได้
พออธิบายที่มาที่ไปแล้ว เพื่อนท่านนั้นก็บอกว่า “เขมไม่จำเป็นต้องแนะนำ Product ของเราก็ได้นะ เดี๋ยวเราเคลียร์ภายในได้ ส่วนเรื่องงานที่ปรึกษานี้ ถ้าเขมจะต้อง Bid งานอะไรก็ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราหาคู่เทียบให้”
ผมฟังแล้วก็แบ่งรับแบ่งสู้ไปว่า ขอคุยภายในกับหุ้นส่วนก่อน แล้วจะติดต่อกลับหลัง ซึ่งผมอีกสองสามวันถัดมาผมก็ปฏิเสธโอกาสนี้ไป
สองเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ “คู่เทียบ” เกิดขึ้นใกล้ ๆ กัน ทำให้ผมกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมการหาคู่เทียบจึงยังจำเป็นต่อการประมูลงานในไทย (โดยเฉพาะในภาครัฐ) แล้วทำไมหลายคนจึงมองว่า การเข้าไปช่วยเป็นคู่เทียบให้แก่กันและกัน จึงเป็นประเพณีปกติในทางธุรกิจที่เราจะขอใครก็ได้ให้ช่วย หรือจะสามารถจัดการหาคู่เทียบให้ได้ง่าย ๆ
เรามาลองหาคำตอบกันดู
—-----
ตาม พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 120 กำหนดให้การเสนอราคาที่เข้าข่ายการกระทำอันเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม (เช่น การฮั้วประมูล) เป็นความผิดทางอาญา ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิในการยื่นข้อเสนอและการลงโทษทางกฎหมายได้
ส่วนในหลาย ๆ องค์กรเอกชน ก็มีการประกาศนโยบายจัดซื้อจัดจ้างอย่างชัดเจน ว่าไม่ยอมให้มีการฮั้วประมูลเด็ดขาด ดังนั้นสรุปว่าการเข้าเป็นคู่เทียบให้กันและกันนั้น “ผิดแน่นอน”
แต่ในทางปฏิบัติ เราก็จะเห็นได้ว่าข้อห้ามนี้ค่อนข้างไร้ผล เพราะผู้ประมูลหลักและคู่เทียบสามารถตกลงกันได้ล่วงหน้า แถมสิ่งที่ต้องทำก็แค่กำหนดราคาให้คู่เทียบเสนอราคาสูงกว่า หรือเสนอคุณสมบัติที่ไม่ครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประมูลหลักจะได้รับงานไป โดยการตกลงที่ว่าก็มักจะดำเนินการผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือเครือข่ายทางธุรกิจที่รู้จักคุ้นเคยกันดี และอยู่นอกการรับรู้หรือสืบทราบได้ของหน่วยงานผู้ซื้อ
แต่ในเมื่อมันล้มเหลว ทำไมผู้ซื้อทั้งภาครัฐหรือเอกชนถึงยังต้องการให้มีผู้ประมูลมากกว่าหนึ่งหรือสองราย?
นั่นเป็นเพราะการมีผู้ยื่นประมูลหลายรายยังคงเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามหลักการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยจำกัดโอกาสในการเกิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบผูกขาดโดยสิ้นเชิง โดยที่ไม่ได้ใช้ทรัพยากรของหน่วยงานจัดซื้อมากนัก
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เหตุผลในการดำรงอยู่ของกลไกนี้ ยังพอมีน้ำหนักมากกว่า “ความเสี่ยง” ที่อาจจะตามมาหากตัดกลไกนี้ออกไป ไม่ต่างจากป้ายห้ามจอด ไฟเขียนไว้แดง หรือทางม้าลาย ที่แม้จะมีคนไม่เคารพอยู่บ้าง แต่ก็ยังต้องคงไว้
—-----
เอาล่ะในเมื่อตัดออกกลไกนี้ออกไปไม่ได้ แล้วองค์กรที่ต้องการความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องมีการประมูลแข่งขัน จะมีหนทางใดที่ทำให้กลไกนี้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น?
คำตอบก็พอมีครับ
- หน่วยงานที่รับผิดชอบ ควรมีข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับผู้มีศักยภาพในการประมูลงานที่เพียงพอ เพื่อทำให้เกิดความหลากหลายในทางเลือก และสร้างโอกาสให้ได้จำนวนผู้เข้าร่วมประมูลมากขึ้น เพราะการฮั้วจะเกิดได้ง่ายหากจำนวนผู้ยื่นซองประมูลมีน้อย เช่น หากมีแค่ 2 - 3 ราย พวกเขาคงคุยกันหมดได้ไม่ยาก แต่พอมี 4 - 5 รายเมื่อไหร่ โอกาสที่ทุกฝ่ายจะตกลงกันได้หมด ย่อมจะยากขึ้นหลายเท่า เพราะมากคนก็มากความ พอการสื่อสารซับซ้อนขึ้น ความเข้าใจผิด หรือการหักหลังก็เกิดได้ง่าย ทำให้ความเสี่ยงของการฮั้วกันเริ่มไม่คุ้ม
- ขั้นตอนในการประมูลงานไม่ควรอาศัยแค่ใบเสนอราคา หรือเอกสารซองประมูล แต่ควรมีการประชุม นำเสนอแบบเห็นหน้าค่าตา ได้มีการพบปะพูดคุุยเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการในรายละเอียด มีการเยี่ยมชมกิจการ หรือสอบถามจากลูกค้าที่เคยใช้บริการหรือใช้สินค้ามาก่อน เพื่อให้กลุ่มคนที่จะเข้ามาเป็น “คู่เทียบ” ต้องลงทุนลงแรงสูงจนถึงระดับที่เข้าจะไม่รู้สึกว่าคุ้มค่า หากจะทำไปเพื่อให้บริษัทอื่นได้งาน
- การประเมินข้อเสนอ ควรเปลี่ยนรูปแบบการเน้นที่ราคาต่ำที่สุดเป็นหลัก ไปสู่การเน้นคุณค่า (Value) และความสามารถที่แท้จริงของผู้เสนอราคา โดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนที่ซับซ้อนและวัดผลได้ชัดเจน เช่น ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ คุณภาพของข้อเสนอเชิงเทคนิค และศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ “คู่เทียบ” เสนอราคาที่สูงเกินจริงหรือคุณสมบัติที่ไม่ครบถ้วนแบบง่าย ๆ ได้
- กำหนดกลไกในการตรวจสอบหลังการประมูล (Post-Award Audit) อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในโครงการที่ผู้ชนะการประมูลเสนอราคาที่แตกต่างจากคู่เทียบอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อป้องกันการทิ้งงานหรือส่งมอบงานที่ไม่ได้คุณภาพ
- เพิ่มความโปร่งใสโดยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้เข้าร่วมประมูล คุณสมบัติ และเกณฑ์การให้คะแนนต่อสาธารณะหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบจากภายนอก ซึ่งจะช่วยยับยั้งการตกลงกันล่วงหน้าหรือการฮั้วประมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- นำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติหรือสัญญาณของการฮั้วประมูล เช่น การใช้ AI หรือ Machine Learning เพื่อระบุรูปแบบ “เนื้อหา” หรือ”โครงสร้าง” ในเอกสารเสนอราคาที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าสงสัย หรือวิเคราะห์ประวัติของผู้เสนอราคาที่เคยยื่นซองเข้ามาเพื่อค้นหารูปแบบของการ “ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ” ระหว่างกลุ่มผู้เสนอราคาที่ต้องสงสัย
TL;DR: แม้ว่าการกำหนดให้มีผู้ยื่นซองประมูลหลายราย อาจจะไม่ได้ผลเต็มที่ในบ้านเรา เพราะประเพณีการเป็น “คู่เทียบ” ให้แก่กันค่อข้างจะฝังรากลึกแล้ว แต่การจะตัดกลไกนี้ออกไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก ตรงกันข้าม สิ่งที่หน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างควรทำคือคงมาตรการนี้ไว้ และเสริมด้วยตัวช่วยในรูปแบบต่าง ๆ ที่กล่าวไป เพื่อให้การประมูลงานเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่หน่วยงาน