DK

Dr. Khem

16-May-2026

🏠 Home / All Articles 📘 Facebook Page

เรื่องของ "คู่เทียบ"

สองสามเดือนก่อน มี "เพื่อน" ใน LINE ท่านหนึ่งทักผมมาว่า

“สวัสดีครับ พอจะให้ช่วยออก quotation เพื่อเป็นคู่เทียบให้หน่อย สะดวกมั้ยครับ”

เพื่อนในไลน์ท่านนี้ทำงานในแวดวง IT Security เคยโทรคุยกันทางไลน์ครั้งเดียว สาเหตุเพราะเขาเปิดบริษัทแต่ไม่ค่อยมีงาน รุ่นพี่ของผมก็เลยแนะนำให้เขาโทรมาหา ซึ่งผมก็ได้ให้คำปรึกษาไปตามสมควร

ผมไม่คิดว่าเพียงทักทายกันมาในครั้งที่ 2 เขาจะมาชวนผมเข้าไปร่วมประมูลงานในฐานะ “คู่เทียบ” ก็แอบตกใจนิดนึงว่าเรื่องแบบนี้เขาสามารถชักชวนคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ เหมือนเป็นเรื่องปกติเลยงั้นเหรอ

หลังจากอ่านข้อความ ผมก็เลือกที่จะไม่ตอบอะไร เขาโทรมาหาผมอีก 2 - 3 ครั้ง ผมก็ไม่รับสาย เพราะรู้สึกว่าเปล่าประโยชน์ที่จะคุยอะไรกันต่อ

ที่จริงผมเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จนเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน เพื่อนเก่าคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัท Software ระดับโลก และมีหน้าที่ดูแลลูกค้า “ภาครัฐ” โทรมาถามผมว่าบริษัทผมรับงานอะไรบ้าง ก่อนจะชักชวนให้ผมไปคุยกับลูกค้ารัฐวิสาหกิจรายหนึ่ง เพื่อเสนองาน “ที่ปรึกษา” ของโครงการด้าน Data Governance

คุยไปคุยมา ก็ทราบเพิ่มเติมว่า ลูกค้ารายนี้สนใจจะซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เพื่อนคนนี้ทำงานอยู่ แต่ลูกค้าไม่มีความรู้เพียงพอ จึงอยากได้ที่ปรึกษาที่พอจะช่วยแนะนำได้

พออธิบายที่มาที่ไปแล้ว เพื่อนท่านนั้นก็บอกว่า “เขมไม่จำเป็นต้องแนะนำ Product ของเราก็ได้นะ เดี๋ยวเราเคลียร์ภายในได้ ส่วนเรื่องงานที่ปรึกษานี้ ถ้าเขมจะต้อง Bid งานอะไรก็ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราหาคู่เทียบให้”

ผมฟังแล้วก็แบ่งรับแบ่งสู้ไปว่า ขอคุยภายในกับหุ้นส่วนก่อน แล้วจะติดต่อกลับหลัง ซึ่งผมอีกสองสามวันถัดมาผมก็ปฏิเสธโอกาสนี้ไป

สองเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ “คู่เทียบ” เกิดขึ้นใกล้ ๆ กัน ทำให้ผมกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมการหาคู่เทียบจึงยังจำเป็นต่อการประมูลงานในไทย (โดยเฉพาะในภาครัฐ) แล้วทำไมหลายคนจึงมองว่า การเข้าไปช่วยเป็นคู่เทียบให้แก่กันและกัน จึงเป็นประเพณีปกติในทางธุรกิจที่เราจะขอใครก็ได้ให้ช่วย หรือจะสามารถจัดการหาคู่เทียบให้ได้ง่าย ๆ

เรามาลองหาคำตอบกันดู

—-----

ตาม พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 120 กำหนดให้การเสนอราคาที่เข้าข่ายการกระทำอันเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม (เช่น การฮั้วประมูล) เป็นความผิดทางอาญา ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิในการยื่นข้อเสนอและการลงโทษทางกฎหมายได้

ส่วนในหลาย ๆ องค์กรเอกชน ก็มีการประกาศนโยบายจัดซื้อจัดจ้างอย่างชัดเจน ว่าไม่ยอมให้มีการฮั้วประมูลเด็ดขาด ดังนั้นสรุปว่าการเข้าเป็นคู่เทียบให้กันและกันนั้น “ผิดแน่นอน”

แต่ในทางปฏิบัติ เราก็จะเห็นได้ว่าข้อห้ามนี้ค่อนข้างไร้ผล เพราะผู้ประมูลหลักและคู่เทียบสามารถตกลงกันได้ล่วงหน้า แถมสิ่งที่ต้องทำก็แค่กำหนดราคาให้คู่เทียบเสนอราคาสูงกว่า หรือเสนอคุณสมบัติที่ไม่ครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประมูลหลักจะได้รับงานไป โดยการตกลงที่ว่าก็มักจะดำเนินการผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือเครือข่ายทางธุรกิจที่รู้จักคุ้นเคยกันดี และอยู่นอกการรับรู้หรือสืบทราบได้ของหน่วยงานผู้ซื้อ

แต่ในเมื่อมันล้มเหลว ทำไมผู้ซื้อทั้งภาครัฐหรือเอกชนถึงยังต้องการให้มีผู้ประมูลมากกว่าหนึ่งหรือสองราย?

นั่นเป็นเพราะการมีผู้ยื่นประมูลหลายรายยังคงเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามหลักการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยจำกัดโอกาสในการเกิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบผูกขาดโดยสิ้นเชิง โดยที่ไม่ได้ใช้ทรัพยากรของหน่วยงานจัดซื้อมากนัก

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เหตุผลในการดำรงอยู่ของกลไกนี้ ยังพอมีน้ำหนักมากกว่า “ความเสี่ยง” ที่อาจจะตามมาหากตัดกลไกนี้ออกไป ไม่ต่างจากป้ายห้ามจอด ไฟเขียนไว้แดง หรือทางม้าลาย ที่แม้จะมีคนไม่เคารพอยู่บ้าง แต่ก็ยังต้องคงไว้

—-----

เอาล่ะในเมื่อตัดออกกลไกนี้ออกไปไม่ได้ แล้วองค์กรที่ต้องการความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องมีการประมูลแข่งขัน จะมีหนทางใดที่ทำให้กลไกนี้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น?

คำตอบก็พอมีครับ

TL;DR: แม้ว่าการกำหนดให้มีผู้ยื่นซองประมูลหลายราย อาจจะไม่ได้ผลเต็มที่ในบ้านเรา เพราะประเพณีการเป็น “คู่เทียบ” ให้แก่กันค่อข้างจะฝังรากลึกแล้ว แต่การจะตัดกลไกนี้ออกไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก ตรงกันข้าม สิ่งที่หน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างควรทำคือคงมาตรการนี้ไว้ และเสริมด้วยตัวช่วยในรูปแบบต่าง ๆ ที่กล่าวไป เพื่อให้การประมูลงานเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่หน่วยงาน