ช่วงนี้ได้เห็นข่าวพาดหัวเกี่ยวกับ ดัชนีการรับรู้เรื่องคอรัปชั่น การร้องเรียนการทุจริตในหน่วยงานรัฐ และการฟ้องกลับของผู้ถูกร้องที่เรียกว่า “ฟ้องปิดปาก” ฯลฯ
พอเห็นเนื้อข่าวก็ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนี้ ที่แม้ว่าจะเขียนเก็บไว้หลายปีแล้ว เรื่องราวก็คงยัง “ร่วมสมัย” อยู่
—
7 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เป็นวันแรกที่ นางสาวปณิดา ยศปัญญา นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าฝึกงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดขอนแก่น
ในระหว่างการฝึกงานเธอได้รับมอบหมายให้ไปกรอกเอกสารที่ "บ้าน" ของ ผอ.ศูนย์คุ้มครองฯ โดยเอกสารดังกล่าวเป็นประวัติและรายชื่อของประชาชนที่จะขอเบิกเงินสงเคราะห์มูลค่ารวมกว่า 6.9 ล้านบาท คุณปณิดาพบความผิดปกติขณะกรอกเอกสารเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ที่มีปริมาณมากผิดปกติ รวมทั้งการที่ ผอ. ศูนย์คุ้มครองฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้สั่งให้เธอและเพื่อนนักศึกษาฝึกงาน เตรียมเอกสารในลักษณะต่าง ๆ ที่ส่อไปในทางทุจริต
คุณปณิดา จึงรวบรวมข้อมูลก่อนนำไปแจ้งให้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยทราบ แต่สิ่งที่อาจารย์ทำกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด ตามเนื้อข่าวคือ เธอถูกอาจารย์หัวหน้าภาควิชา ใช้มือทุบหลัง 2 ครั้งเหมือนจะระบายอารมณ์ และสั่งให้เธอกราบเท้าเจ้าหน้าที่ต้องสงสัยว่ากระทำผิดเพื่อเป็นการขอโทษ
พอเจอปฏิกิริยาแบบนี้จากอาจารย์ คนทั่วไปอาจจะหยุด แต่คุณปณิตาไม่ยอมแพ้ครับ เธอจึงตัดสินใจนำเรื่องไปร้องเรียนต่อ ยังเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนเรื่องถูกส่งต่อไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตามลำดับ ซึ่งนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนจนสังคมได้รับความกระจ่าง
อันที่จริงในเรื่องนี้ เรายังมีวีรสตรีอีกท่านหนึ่งคือ นางสาวณัฐกานต์ หมื่นพล อดีตเจ้าหน้าที่ของศูนย์คุ้มครองฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม โดยเธอเชื่อว่าสาเหตุของการเลิกจ้างก็เนื่องมาจากเธอฝ่าฝืนคำสั่ง ไม่ร่วมปลอมแปลงเอกสารนั่นเอง
ต่อมาทั้งสองท่านก็ได้เข้าร่วมเป็นพยาน และให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทางการเพื่อจัดการขบวนการดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมความผิดปกติ ของการใช้จ่ายงบประมาณใน 56 จังหวัด มูลค่าราว 109,299,000 บาท และเรื่องราวที่เหลือ ก็กลายเป็นบันทึกหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการทุจริตและคอร์รัปชั่นของประเทศไทย
ทุก ๆ 2 ปี สมาคมผู้ตรวจสอบทุจริต (ACFE หรือ Association of Certified Fraud Examiners) จะทำการสำรวจองค์กรที่ตกเป็นเหยื่อของการทุจริตจากทั่วโลก และเผยแพร่ในชื่อ "Report to the nations" ผลการสำรวจที่ออกเผยแพร่ช่วงกลางปี 2018 มีคำถามหนึ่งในการสำรวจคือ องค์กรที่เป็นเหยื่อของการทุจริตส่วนใหญ่รับรู้ หรือ ตรวจสอบพบการทุจริตได้อย่างไร?
ผลสำรวจ 2,690 องค์กรที่เป็นเหยื่อ พบว่าที่มาของการพบการทุจริต 3 อันดับแรกเป็นดังนี้:
- อันดับที่ 1 (40%): จากเบาะแส (Tips)
- อันดับที่ 2 (15%): การตรวจสอบภายใน (Internal audit)
- อันดับที่ 3 (13%): จากการสอบทานโดยผู้บริหาร (Management review)
สังเกตว่าอันดับที่ 2 และ 3 ห่างจากอันดับ 1 พอสมควร ส่วนการตรวจสอบภายนอก (External audit) เช่น การสอบบัญชีโดยผู้ตรวจสอบบัญชี นั้นพบเหตุทุจริตเพียง 4% เท่านั้นเอง
คำถามต่อมาคือใครเป็น "ผู้แจ้งเบาะแส" อันดับหนึ่ง? 53% ของผู้แจ้งเบาะแส คือพนักงานครับ และถ้าเราไปย้อนดูผลสำรวจในปีก่อน ๆ ก็ออกมาในทำนองเดียวกันครับ นั่นคือพนักงานเป็นแหล่งข่าวชั้นดีในการค้นพบการทุจริตในองค์กรมาโดยตลอด
เรื่องต่อมาที่คนในสังคมควรทราบ คือพนักงานเหล่านี้หลังจากได้ค้นพบการทุจริตและทำการแจ้งเบาะแส พวกเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง?
- คุณณัฐกานต์: เพียงแค่เธอต่อต้านไม่ทำตามสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง เธอก็ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม
- คุณปณิดา: ก่อนที่เรื่องนี้จะได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่รัฐ เธอโดนอาจารย์ตำหนิว่ากล่าวหาเจ้าหน้าที่และถูกสั่งให้ “กราบเท้า” ขอขมาเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ แม้กระทั่งเรื่องถึง ป.ป.ช. แล้ว เธอยังถูกอาจารย์หัวหน้าภาควิชาฯ ตำหนิว่า "ทำไมต้องทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น" และใช้มือทุบหลังเธออีก 2 ครั้ง
ในต่างประเทศก็มีตัวอย่าง เช่น Mary Willingham (UNC) ที่เปิดโปงเรื่องการช่วยเหลือนักกีฬาในมหาวิทยาลัยให้ผ่านเกณฑ์การศึกษาแบบปลอม ๆ เธอถูกลดตำแหน่งและถูกขู่เอาชีวิต หรือ Jessie Guitron (Wells Fargo) ที่ร้องเรียนเรื่องการแอบเปิดบัญชีบัตรเครดิตให้ลูกค้าโดยไม่ยินยอม เธอถูกไล่ออกในปี 2010
อาจารย์ Kelly Richmond Pope ผู้พูด TEDx หัวข้อ “How whistle-blowers shape history” พบความจริงที่ผู้แจ้งเบาะแสต้องประสบเหมือนกันคือ ช่วงแรกจะต้องเผชิญความท้าทาย ตั้งแต่โดนค่อนขอดว่าเป็น “หนอนบ่อนไส้” ไปจนถึงโดนไล่ออกหรือขู่ฆ่า แต่เมื่อถามว่าทำไปเพื่ออะไร คำตอบส่วนใหญ่คือ “แค่อยากให้เกิดความยุติธรรม” และ “มันเป็นสิ่งที่ควรทำ”
สุดท้าย ผมของยกข้อความช่วงหนึ่งจากการสัมภาษณ์ คุณปณิดา ยศปัญญา ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า:
“... ตอนที่ตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องร้องเรียนแน่ๆ ตอนนั้นคือคิดถึงอนาคตของตัวเราเองด้วย แล้วก็คิดถึงประชาชน 2,000 คนที่เรากรอกเอกสารเป็นลายมือเรา ปลอมเรื่องเท็จให้เขา ทั้งๆ ที่เราไม่รู้จักบ้านเขา ไม่รู้รายได้ที่เขามี เหมือนเรารู้สึกผิดที่เราต้องมาทำอะไรแบบนี้ แล้วมันขัดกับสิ่งที่เราเรียนมา… มันคุ้มค่ามากค่ะ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็จะทำแบบนี้อีก”
…. ปรบมือสิครับ รออะไร