DK

Dr. Khem

10-May-2026

🏠 Home / All Articles 📘 Facebook Page

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการทุจริตในองค์กร และทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งการทุจริต

เคยพบเหตุการณ์พนักงานในออฟฟิศทุจริตมาบ้างไหมครับ? เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเพื่อนร่วมงานของเราที่เคยคิดว่าเป็นคนดี คนน่ารัก ถึงกลายเป็นคน “ขี้โกง” ไปได้? แล้วองค์กรเราไปพลาดตรงไหน ถึงปล่อยให้มี “โจร” เข้ามาเป็นเพื่อนร่วมงานได้?

คำถามเหล่านี้ พอจะตอบได้ว่านั่นเป็นเพราะองค์กรมีความเชื่อที่ผิด ๆ อย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทางอาชญวิทยา หรือ สังคมวิทยาที่เรียกว่า “ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งการทุจริต”

แล้วอะไรคือความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า?

เวลาพูดถึงความเสี่ยงของการทุจริตในองค์กร หรือการทุจริตตำแหน่งหน้าที่ องค์กรและผู้บริหารที่ผมเคยทำงานด้วยส่วนใหญ่มักจะมองเรื่องนี้ในแง่บวก นั่นคือผู้บริหารส่วนใหญ่ค่อนข้างนิ่งนอนใจ เพราะทุกคนย่อมต้องเชื่ออยู่ไม่น้อยว่า “พนักงานทั้งหมดของเรา เราคัดกรองมาแล้ว ดูประวัติแล้ว ไม่น่าจะมีใครคิดจะโกงบริษัทได้หรอก”

หรือเวลาหยิบเรื่องนี้มาพูดคุยแค่ในประเด็นของการบริหารความเสี่ยง ก็มักมองว่าเป็นความเสี่ยงที่โอกาสเกิดน้อย จึงพลอยทำให้การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นไปในทิศทางนั้นเสมอ

ซึ่งความเชื่อที่ผิด ๆ นี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้หลาย ๆ องค์กร ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องการทุจริตเท่าที่ควร จนกระทั่งสายเกินไป

แต่มองอีกมุม ก็ไม่ผิดอะไรที่คนเราจะไว้ใจคนที่ทำงานอยู่ด้วยกันทุกวันมากขึ้นเรื่อย ๆ หากคนเราไม่เป็นแบบนี้ สังคมในที่ทำงานก็น่าจะอยู่กันยาก เพราะเราคงจะไว้ใจ ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้าง ๆ กันไม่ได้เลย

แล้วความเชื่อแบบนี้ มันมีจุดผิดพลาดตรงไหน ?

ในปี ค.ศ. 1953 นักสังคมวิทยาและอาชญวิทยาชาวอเมริกัน ชื่อ ดร.โดนัลด์ เครสซีย์ (Donald Cressey) ได้ให้สมมติฐานไว้ในหนังสือชื่อ Other's People Money เพื่ออธิบายว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเราใช้ความเชื่อถือที่ตนเองได้รับ เพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ พูดง่าย ๆ คือ มันเป็นสมมติฐานที่อธิบายว่าทำไมคนเราถึง " โกง" กันได้

ต่อมาสมมติฐานนี้ ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ (Occupational fraud) หรือการทุจริตในองค์กรที่กระทำโดยพนักงานหรือผู้บริหาร

เรียกว่า “ทฤษฎีสามเหลี่ยมการทุจริต” หรือ “Fraud Triangle Theory”

ทฤษฎีนี้อธิบายไว้ว่า พนักงานที่เป็นสุจริตชนดี ๆ สามารถเดินเข้าสู่ด้านมืดได้ หากเกิดปัจจัยทั้ง 3 ครบในชีวิตของเขา ซึ่งได้แก่

  1. แรงกดดัน (Pressure)
  2. โอกาส (Opportunity)
  3. เหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization)

ปัจจัยแรงกดดัน (Pressure)

สิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น ที่ผลักดันให้คน ๆ นึงกระทำทุจริต ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปคือปัญหาชีวิตต่าง ๆ ที่ไม่สามารถหาทางออก หรือบอกให้ใครมาช่วยแก้ไขไม่ได้ ซึ่งท้ายที่สุดจะจบลงที่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ การติดพนัน มีหนี้สิน ใช้ชีวิตหรูหราเกินตัว มีสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วยต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษา หรือ มีโลกสองใบ มีบ้านเล็กบ้านน้อยที่นับวันก็เรียกร้องค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างของแรงกดดันที่ผมเคยสังเกตเห็นจากพนักงานที่ทุจริตบริษัท

ปัจจัยต่อมาคือ โอกาส (Opportunity)

ซึ่งได้แก่ช่องโหว่ในกระบวนการของการทำงาน เช่น การไม่แบ่งแยกหน้าที่ให้ชัดเจน จนทำให้คน ๆ เดียวสามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างโดยไร้การตรวจสอบ หรือ แม้กระทั่งข้อผิดพลาด (Bug) ในระบบงาน ที่เอื้อให้คนที่มองเห็นช่องโหว่นี้ ฉวยโอกาสกระทำทุจริตได้

ส่วนปัจจัยข้อสุดท้าย คือ เหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization)

หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ "ความสามารถในการให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง"

ปัจจัยนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คนเราคงไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี เวลาเราดูหนังดูละคร คงไม่มีใครเชียร์ฝั่งตัวร้าย ใคร ๆ ก็อยู่ฝั่งพระเอกนางเอกกันทั้งนั้น ดังนั้น สุจริตชนคนดี ๆ ต่อให้สบช่องเห็นโอกาส หรืออยากได้เงินมากขนาดไหน ก็คงไม่มีใครคิดจะโกงผู้อื่น จนกระทั่งเขาหรือเธอผู้นั้น ตอบตัวเองได้ว่า ทำไมเราถึงต้องทำแบบนี้

ตัวอย่างเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ก็มีมากมาย อาทิ  “แค่ยืมมาหมุนแป๊บเดียว เดี๋ยวเอามาคืน” หรือ “ทุ่มเททำงานงานหนักมาตลอด แต่บริษัทก็ไม่ขึ้นเงินเดือนให้ หรือ “เจ้านายบอกเราว่าผลประกอบการไม่ดี ทำให้โบนัสน้อย แต่ทำไมผู้บริหารถึงออกรถใหม่ แบบนี้ไม่แฟร์เลย”

ในระหว่างการสัมภาษณ์พนักงานที่ต้องสงสัยว่าทุจริตนายจ้างครั้งหนึ่ง ด้วยหลักฐานที่เรามี พนักงานคนดังกล่าวยอมรับว่ากระทำทุจริตในจำนวนเงินที่ปรากฏในหลักฐาน

แต่ผู้สัมภาษณ์โต้แย้งพนักงานรายนั้นว่า “ผมไม่เชื่อว่าคุณก็จะยักยอกไปแค่นี้ เพราะด้วยวิธีที่คุณใช้ คุณสามารถจะเอาออกไปได้มากกว่านี้”

พนักงานคนนั้นจึงอธิบายว่า “ที่ผมเอาไปแค่นี้ ก็เพราะนี่คือเงินโบนัสที่ผมสมควรได้ หากผมได้รับการประเมินผลงานที่เป็นธรรมไปเมื่อปีก่อน”

นี่คือตัวอย่างของ “เหตุผลเข้าข้างตนเอง” ที่เราฟังแล้วก็อาจจะดูไม่สมเหตุสมผลนัก แต่ก็มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้คน ๆ นั้นกลับไปบ้าน ส่องกระจกแล้วยังมองหน้าตัวเองได้ หรือกลับไปเจอหน้าคนในครอบครัวก็ไม่ละอายใจ

หากใครสบโอกาส เห็นช่องโหว่กระทำทุจริต และมีแรงกดดันจากความต้องการแล้ว ที่เหลือก็รอแค่ว่าเมื่อไหร่คน ๆ นั้นจะสามารถหาเหตุผลมารองรับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำได้เท่านั้น

หากมีเหตุผลตอบตัวเองได้เมื่อไหร่ สามเหลี่ยมทุจริตก็ครบองค์ประกอบ การทุจริตก็จะเกิดขึ้นทันที และปัจจัยข้อนี้ ก็ดูจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายก่อนคนดี ๆ จะเดินเข้าสู่ด้านมืดของการทุจริต

กลับมาที่คำถามที่ฝากไว้ตอนต้น คือ ความเชื่อที่ว่า “คนส่วนใหญ่ของเรา เป็นคนซื่อสัตย์ และไม่มีวันทุจริตต่อองค์กร” มันผิดตรงไหน ?

แน่นอนว่า โดยส่วนใหญ่คงไม่มีพนักงานคนไหน อยากจะโกงบริษัทตลอดเวลา และก็คงไม่มีใครคิดหรอกว่าพนักงานที่กระทำทุจริต ตั้งใจจะสมัครงานเพื่อเข้ามาโกงบริษัทตั้งแต่แรก

แต่ปัญหาคือ ความเชื่อนี้มันทำให้เราทึกทักไปเองว่า คนดี คนสุจริต ที่เรารับเข้ามาในองค์กร จะเป็น “แบบที่เคยเป็น” เช่นนั้นไปตลอดกาล

เพราะทฤษฎีสามเหลี่ยมการทุจริต กำลังเตือนเราว่า คนดี ๆ สามารถหลงเดินทางผิดได้ หากปัจจัยทั้ง 3 ข้อข้างต้นเกิดขึ้นครบองค์ประกอบ ซึ่งของแบบนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เพราะตลอดช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ เขาหรือเธออาจจะเจอแรงกดดันจากปัญหาชีวิตใหม่ ๆ หรืออาจจะได้รับการมอบหมายตำแหน่งงานใหม่ ที่สร้างโอกาสในการแสวงหาประโยชน์จากอำนาจหน้าที่

และหากคน ๆ นั้น สามารถหาเหตุผลอะไรสักอย่างที่แม้จะดูไม่เข้าท่า แต่ทำให้ตนเองรู้สึกสบายใจได้ คน ๆ นั้นก็พร้อมเดินเข้าสู่ด้านมืด โดยไม่สำคัญว่าเขาเป็นคนสุจริตมานานแค่ไหน

คือมันไม่ผิดหรอกครับ ถ้าเราจะเชื่อว่า “คนส่วนใหญ่ (ในองค์กร) ของเราเป็นคนซื่อสัตย์ และไม่มีวันทุจริตต่อองค์กร” แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า ในความเป็นจริง คนเราไม่สามารถเป็นแบบนั้นได้ตลอดไป

แล้วการที่เรารู้จักปัจจัยทั้ง 3 ของทฤษฎีนี้ มันจะมีประโยชน์อะไรกับองค์กร ?

สามเหลี่ยมทั่ว ๆ ไป จะเกิดได้ ต้องมี 3 ด้าน 3 มุม สามเหลี่ยมทุจริตก็เช่นเดียวกัน ต้องมีปัจจัยทั้ง 3 อย่างครบ การทุจริตถึงจะเกิด ดังนั้น ถ้าองค์กรใด ๆ ต้องการจะลดปัญหาการทุจริต ก็แค่ปิดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งก็พอแล้ว

บางองค์กรจริงจังกับเรื่องนี้มาก พยายามจะให้ปิดให้หมด แต่ส่วนใหญ่วิธีที่เราจะเห็นองค์กรเลือกทำมากที่สุดคือการลด “โอกาส” ในการกระทำผิดด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น

ฯลฯ

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือกลไกในการลดโอกาส หรือปิดช่องโหว่ในการกระทำทุจริต ซึ่งทำไม่ยาก และวัดผลได้ง่าย

แต่การนำไปใช้ก็ต้องระวังผลในทางตรงข้าม เพราะหากมีการควบคุมมากเกินไป มันอาจจะสร้างแรงกดดันในการทำงานก็ได้ เช่น “จะห้ามอะไรกันนัก คนจะรีบทำงาน แบบนี้เราหาทางลัดดีกว่า” ซึ่งพอหาทางลัดได้บ่อยเข้า ก็เกิดวิวัฒนาการกลายเป็นช่องโหว่ และเป็นโอกาสในการทุจริตตามมา

ผมเคยได้ยินสุภาษิตรัสเซียหนึ่งที่มีผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ว่า “Trust, but verify” และหากแปลเป็นไทยก็คือ “เชื่อใจ แต่จงตรวจสอบ”

หรือ มีคติในการใช้ชีวิตข้อหนึ่ง ผมเคยอ่านมาจากที่ไหนก็จำไม่ได้ แต่จำเนื้อหาได้ขึ้นใจว่า “จงเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แต่ให้แสร้งทำว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดี” ซึ่งสุภาษิตและคติพจน์สองข้อนี้ น่าจะเข้ากันได้ดีกับเรื่องที่เรากำลังคุยกันอยู่

ความเชื่อใจเพื่อนร่วมงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความไว้วางใจ ความสนิทสนมกัน มันทำให้งานลุล่วงไปได้ก็จริง แต่จงรักษาความเป็นมืออาชีพของคุณไว้ ด้วยการหมั่นสอบทาน หมั่นตรวจสอบ และยึดถือกระบวนการควบคุมที่มีอยู่เป็นหลักเพราะคนเราส่วนใหญ่ซื่อสัตย์สุจริตก็จริง แต่คนเราไม่สามารถเป็นแบบนั้นได้ตลอดไป

เพราะเวลาเกิดเหตุทุจริตขึ้นในองค์กรจริง ๆ คนแรกที่มักจะเดือดร้อน ก็คือคนที่เชื่อใจผู้อื่นมากเกินไปนั่นแหละครับ