DK

Dr. Khem

14-June-2026

🏠 Home / All Articles 📘 Facebook Page

รู้จัก “Oikophobia”

รู้จัก “Oikophobia” - เมื่อการชังชาติ อาจเป็นเพียงกลไกปกป้องตัวเองของ Loser 

เวลามี Drama หรือข่าวใด ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยใน Social Media ผมเชื่อว่าเรามักจะเจอคนกลุ่มหนึ่งที่ทำตัวเป็น “นักด้อยค่าทีมชาติ” อยู่เสมอ คือไม่ว่าจะมีข่าวดีอะไร พวกเขาก็จะหาช่องทางบิดเบือน แซะ หรือเหยียบย่ำประเทศตัวเองให้จมดินอย่างสนุกสนาน แต่พอมีข่าวร้าย (แม้จะเป็น Fake news) กลับรีบแชร์ต่ออย่างไว พร้อมพ่นคำด่าสารพัด ราวกับว่าการเกิดในประเทศไทยนี้คือตราบาปสูงสุดในชีวิต

ตัวอย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ เคยเจอก็คงมีหลากหลาย เช่น เมื่อประเทศไทยได้รางวัลระดับโลก หรือได้รับการจัดอันดับอะไรดี ๆ  คนพวกนี้ก็จะบอกว่า "ฟลุค ฟอกขาว ผักชีโรยหน้า ฯลฯ" แต่หากเป็นการจัดอันดับที่เราดูไม่ดีนัก ก็จะหยิบมาขยายประเด็นทันที เช่น “ไทยเราแย่กว่าเขมร แย่กว่าลาว แย่กว่าเวียดนาม อีก” ทั้ง ๆ ที่บางทีการจัดอันดับที่ว่า ญี่ปุ่น หรือ ออสเตรเลีย อาจจะแย่กว่าเราก็ตาม

หรือแม้แต่คำพังเพยของไทย ผมก็เคยเห็นคนพวกนี้ก็วิเคราะห์ว่า

“คนไทยสอนเด็ก ๆ ว่า 'มือใครยาว สาวได้สาวเอา' เพราะว่าสังคมไทยมันสอนให้คนเห็นแก่ตัว เอาเปรียบกันแต่เด็ก!” 

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว วลีนี้เป็นแค่คำพังเพยที่ใช้ “เปรียบเปรย” สถานการณ์การแข่งขันในสังคมเท่านั้น ไม่ใช่คำ “สุภาษิต” ที่เป็นเรื่องดีที่ต้องทำตาม

เรียกได้ว่าความสามารถหรือทักษะในการมองประเทศบ้านเกิดของตัวในทางลบของคนเหล่านี้มีสูงมาก

คำถามคือ... ทำไมคนพวกนี้ถึงต้องพยายามกดทับประเทศตัวเองขนาดนั้น?

ในทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา มีคำอธิบายครับ เขาเรียกภาวะแบบนี้ว่า "Oikophobia"

Oikophobia (อ่านว่า โอย-โกะ-โฟ-เบีย) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ 2 คำประกอบกัน ได้แก่ คำว่า "oikos" (ออยคอส) ซึ่งแปลว่า บ้าน บ้านเรือน หรือ ครัวเรือน และคำว่า "phobos" (โฟบอส) ซึ่งแปลว่า ความกลัว ดังนั้น ความหมายตรงตัวในทางจิตวิทยาก็คือ ความกลัวต่อสิ่งของเฉพาะเจาะจงที่มีอยู่ในบ้าน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อ่างอาบน้ำ หรือสวิตช์ไฟ แต่ก็มีการใช้ในบริบทอื่น ๆ เช่น ความเกลียดชังการทำงานบ้าน ความหลงใหลในการเดินทาง (Wanderlust) และ สุดท้ายคือบริบทที่เรากำลังใช้ใน Post นี้คือ ภาวะความหวาดกลัว เกลียดชัง หรือรู้สึกรังเกียจบ้านเกิด วัฒนธรรม หรือสังคมของตนเอง

Oikophobia ในความหมายหลังนี้ จะตรงข้ามกับอาการ Xenocentrism หรือการหลงใหลชื่นชมวัฒนธรรมต่างชาติว่าสูงส่งกว่าของตนเองเสมอ

ซึ่งแรงจูงใจเบื้องหลังพฤติกรรมชังชาตินี้ ไม่ได้มาจากความหวังดีต่อประเทศชาติอะไรเลย แต่มาจาก “ความเปราะบางในจิตใจ” ล้วนๆ ซึ่งได้แก่

  1. ความต้องการเหยียบคนอื่นเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น (Superiority Complex): เพราะการวิจารณ์ว่าวัฒนธรรมไทยล้าหลังหรือเลวร้าย เป็นทางลัดทางจิตวิทยาที่ทำให้คนพูดรู้สึกว่าตัวเอง “เหนือกว่า” และ “ฉลาดกว่า” คนในสังคมโดยเฉลี่ย มันคือการสร้างความหลงตัวเองจากความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ (Narcissism of small differences) เพื่อบอกตัวเองว่าฉันคือชนชั้นนำทางความคิด

ซึ่งอันนี้จะตรงกับพวก Oikophobia ที่ผมเจอบ่อย ๆ คือ เป็นพวกที่เรียนเก่ง จบจากโรงเรียนมัธยมชั้นดี หรือมหาวิทยาลัยที่ดี แต่มีนิสัยคล้าย ๆ กันคือมักจะเหยียดคนอื่น ๆ ในประเทศว่าเป็นประชากร ที่ “Level” ต่ำกว่าตัวเอง

  1. ความต้องการใช้ประเทศเป็นแพะรับบาป ปกป้องความพ่ายแพ้ของตัวเอง: มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาระบุว่า ภาวะนี้มักเกิดกับคนที่มีปัญหาความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ (Low self-esteem) หรือมีวิกฤตตัวตน หากชีวิตส่วนตัวล้มเหลว การโทษว่าเป็นเพราะ "สังคมไทย" หรือ "วัฒนธรรมไทย" จะช่วยปกป้องอีโก้ของพวกเขาได้ดีกว่าการยอมรับความไร้ประสิทธิภาพของตนเอง

    ท่านลองสังเกตดี ๆ คนพวกนี้ ชีวิตจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมาก หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้สำเร็จในระดับที่ “ได้สัดส่วน” กับความหลงตัวเองที่พวกเขามี ก็คือรู้สึกลึก ๆ ว่าตัวเองเป็นพวกขี้แพ้ จนต้องโทษประเทศชาติ โทษสังคมว่าเป็นต้นเหตุให้ชีวิตพวกเขามันเฮงซวยดังทุกวันนี้

  1. เรียกร้องการยอมรับ (Need for Validation): คนกลุ่มนี้ต้องการการยอมรับจากภายนอกอย่างมาก การรับเอาแนวคิดต่างชาติมาใช้อย่างสุดโต่ง และด่าทอรากเหง้าของตนเอง คือความพยายามที่จะสวมบทบาทเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) เพื่อให้ตัวเองดูแพงและได้รับการยอมรับจากกลุ่มก้อนในโซเชียลมีเดีย

    นอกจากชังชาติ คนพวกนี้มักจะชื่นชมประเทศอื่น ๆ เป็นพิเศษ และมักจะนำมุมดี ๆ ของประเทศเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย เช่น ชื่นชมความเจริญของเกาหลีใต้ แต่ไม่เคยพูดบอกว่าประเทศนี้ก็เกณฑ์ทหาร หรือ ชื่นชมระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจย่ำแย่มาหลายสิบปี หรือชื่นชมนิวซีแลนด์ แต่ไม่เคยพูดถึงการย้ายออกจากประเทศของคนที่นั่นเลย

เวลาพบกับคนที่มีพฤติกรรมคล้าย ๆ แบบนี้ และอยากมองพวกเขาอย่างเข้าใจ รวมทั้งไม่เผลอไผลชังชาติไปกับเขาด้วย ให้ลองใช้หลักการเหล่านี้ครับ:

  1. ดูว่าพวกเขากำลัง “ติเพื่อก่อ” จริง ๆ หรือแค่อยาก “กดทับ” คนอื่น : การวิพากษ์วิจารณ์สังคมเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก (Constructive Patriotism) คือสิ่งที่ดีและจำเป็นสำหรับสังคมแบบประชาธิปไตย แต่การหลับหูหลับตาด่าทุกเรื่อง และไม่ยอมรับความจริงเมื่อมีเรื่องดี ๆ นั่นคืออาการของ Oikophobia ครับ

    เอาจริง ๆ คน “ติเพื่อก่อ”  ที่ผมเจอส่วนใหญ่ พวกเขาไม่เคย “ก่อ” หรือ Construct อะไรหรอกครับ มีแต่ “ก่อเรื่อง” ทำลายคนอื่นมากกว่า
  2. รู้เท่าทัน Algorithm ของ Social Media : เพื่อให้เราใช้เวลาบทหน้าจอเยอะ ๆ Application ตัวดีทั้งหลาย มักจะตีกรอบให้เราอยู่ใน Echo Chamber ที่มีแต่ความเกลียดชังและการสาดโคลน (Fame-Shame Culture) ซึ่งบ่มเพาะให้คนมองว่าการด่าประเทศคือความเท่

    การที่เราเผลอเสพของพวกนี้บ่อย ๆ มันก็จะทำให้เราได้รับ Content แบบเดิม ๆ มาเพิ่มเรื่อย ๆ อันนี้ก็ต้องระมัดระวังกันเอง หาเวลา Detox Social Media กันบ้างก็ดีครับ
  3. ภูมิใจในรากเหง้า ไม่ได้แปลว่าโลกแคบ : เราสามารถเรียนรู้และชื่นชมความเจริญของวัฒนธรรมอื่นได้ โดยที่ยังคงความภาคภูมิใจและเข้าใจในรากเหง้าของตนเอง คนที่เกลียดและไม่เข้าใจแม้กระทั่งวัฒนธรรมของตัวเอง มักจะเป็นคนที่โหยหาคุณค่าแบบตะวันตกโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

    ผมไม่ใช่คนเดินทางเยอะ แต่ก็ไปมาแล้วหลายประเทศ ทำงานกับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ก็เห็นว่าคนมีดี มีเลวปนกันไปทุกที่ และไ่มมีประเทศ หรือสังคม ไหนที่สมบูรณ์แบบเลย

    ที่แน่ ๆ ผมมั่นใจว่า Thailand เราก็ไม่ได้แย่ มีดี มีเลว มีสีสัน มีความด้อยพัฒนา ถามว่ามีอะไรที่อับอายไหมในฐานะคนไทย ก็ต้องมี แต่หากจะถามว่าภูมิใจในความเป็นไทยไหม ผมก็ตอบได้เต็มปากกว่าภูมิใจ

การมองเห็นข้อบกพร่องของประเทศและอยากแก้ไข คือหน้าที่ของพลเมืองที่ดีครับ แต่การ “ด่ากราด-ด้อยค่า” ทุกอย่างที่เป็นไทยเพียงเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวในชีวิตตัวเอง หรือเพื่อทำให้ตัวเองอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของสังคมนั้น ไม่ได้ทำให้คุณดูดีหรือเป็นผู้ตื่นรู้เลยครับ แต่มันกลับสะท้อนให้เห็นถึง “ความขี้แพ้” และความอ่อนแอในจิตใจของคนเหล่านั้น ที่มีมากเสียจนต้องใช้บ้านเกิดเมืองนอนมาปกปิดกลบเกลื่อนต่างหาก